Pinyuda 的个人资料ที่จริงดิฉันเป็นคนฉลาด ร...照片日志列表更多 工具 帮助

日志


5月28日

มันหนักกะลาหัวแม่มึงนักหรือไง?

 
 
เวลา22นาฬิกา 30นาที ณ สี่แยกบางประกง :
ถนนคราคร่ำไปด้วยแท๊กซี่
แต่กลับไม่มีรถเมล์สักคันที่ต้องการวิ่งอยู่บนถนน...
 
 
 
อันที่จริงแล้ว...
สำหรับผู้คนหลากหลายที่ยืนชะเง้อคอรอรถอยู่ริมถนนเหล่านั้น
ถ้าเลือกได้ พวกเขาคงอยากขึ้นแท๊กซี่มากกว่าไปอัดบนรถเมล์ร่วมกับผู้คนนับสิบ
 
 
แต่ทำไมคนถึงขึ้นรถเมล์กันน่ะเหรอ?

แน่นอนว่าคนไทยไม่ได้รักกันขนาดนั้น
อะไรจะสมัครสมานสามัคคีอยากยืนเบียดกันตลอดเวลา
 
ไม่ใช่ชางบ้านบางระจันนะ 
ที่จะยืนสู้รบกันเคียงบ่าเคียงไหล่จนตายกันไปข้าง

 


แต่ประเด็นคือ...
ในปัจจุบันนี้แม้คนไทยจะไม่ได้ถูกซัดจากพม่า(อย่างที่ประวัติศาสตร์บอกเรามา)
แต่ขณะนี้คนไทยส่วนใหญ่ก็ร่อแร่เพราะพิษเศรษฐกิจเรื้อรัง
ข้าวก็แพง น้ำมันก็ก็แพง มีพระเพื่อนก็มีพระเเพง

...แม่งจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว...

สรุปคือ คนไทยแม่งจน ก็เลยขึ้นรถเมล์

ที่จริงถ้าบอกแบบนี้ตั้งแต่ทีเเรกก็สิ้นเรื่องเเล้ว...แต่แม่งไม่มันส์

 

 
กูเองก็เป็นคนไทยจนๆคนหนึ่งที่ยืนรอรถเมล์เพราะไม่มีปัญญาขึ้นแท๊กซี่
กัดฟันยืนรอจนเมื่อย ของกูก็เยอะ หนักก็หนัก แต่ก็ต้องทน

กูหันไปมองสีหน้าคนรอบข้าง แม่งก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่
ทุกคนดูเหนื่อยกันทั้งนั้น ทำงานมาหนัก
แทนที่เลิกงานเเล้วจะได้กลับบ้านสบายๆ กลับต้องมาเสียเวลานอนไปกะการรอรถ
แถมพรุ่งนี้ก็ต้องรีบตื่นมาไปทำงานแต่เช้า ต่อสู้กับรถติด ทั้งจนทั้งเครียด โคตรเสียสุขภาพ

กูว่าเรามีหวังได้ตายเร็วกันยกประเทศเเน่ถ้าเป็นอีหรอบนี้ไปเรื่อยๆ
 
 
 
 
 
เวลาผ่านไป20นาที...
ด้วยสภาพถนนที่โล่งขนาดนี้ กูน่าจะถึงบ้านเเล้วแท้ๆ ติดก็เเต่ไม่มีรถเมล์ให้ขึ้น
ไม่เข้าใจเลย เงินภาษีที่เสียไปมันหายไปไหนหมดวะไอ้แม่เย็ด
มาถึงตอนนี้กูหงุดหงิดเต็มขั้น ความอดทนน้อยลงเรื่อยๆ
มนุษย์รอบตัวก็ดูหมดอาลัยตายอยาก ทุกคนอยากกลับบ้าน แต่ติดที่ว่าไม่มีรถเมล์
 
 
ในที่สุดกูก็ทนรอไม่ไหว จนต้องหันไปเอ่ยปากถามกลุ่มคนที่ยืนอยู่ข้างๆ
กูถามเค้าว่าเค้าจะไปบางแคหรือเปล่า
เค้าตอบกลับมาว่า
 
"จะปะบางแค"
สำเนียงเค้าติดกระเหรี่ยงนิดหน่อย
แต่ไม่เป็นไร นี่มันไม่ใช่เวลาที่จะมาเหยียดชาติพันธุ์
 

กูเสนอเค้าว่าให้ไปลงด้วยกันเเล้วหารเงินกันเอามั้ย
กูมีคนเดียว แต่เค้ามากับเพื่อนอีก2คนรวมเป้นสี่ หารกันเต็มที่ไม่ถึงยี่สิบแน่ๆ
ถ้ากูหน้าเถื่อนหน่อยเค้าคงไม่ยอมไปเพราะกลัวโดนปล้น
แต่โชคดีที่หน้าตากูดูไม่มีพิษไม่มีภัยอะไร เค้าเลยตกลงใจไปด้วย
 
 
เป็นอันว่ากูได้เพื่อนร่วมทาง
ไม่ต้องทนรออีรถเมล์สายซ้อเจ็ดอีกต่อไป
กูไม่ง้อมึงหรอก เล่นตัวนักก็อย่าขึ้นมันเลย
 

 

 
กูเรียกแท๊กซี่คันที่ใกล้ที่สุด บอกเค้าว่าไปบางแค เค้าตอบตกลง มนุษย์สี่คนขึ้นรถ โดยมีกูนั่งหน้า
ที่นี้คนที่เค้ามากะกูเนี่ย มีคนนึงที่เค้าอยากลงที่ฟิวเจอร์ปาร์คบางแค (มีคำว่าปาร์คด้วย เป็นห้างเกาหลีแน่ๆ)
และกูจะลงแถวตลาด ส่วนอีกสองคนเค้าบอกว่าเค้าอยากต่อรถไปบางบอน
มาถึงจังหวะนี้ แท๊กซี่เริ่มเกิดอาการไม่พอใจ
เเม่งบอกว่าถ้าต้องจอดหลายที่มันไม่ยอม มันจะจอดส่งที่เดียว
กวนตีนเหี้ยๆบอกว่าขี้เกียจเบรครถ
 
 

กูพยายามประนีประนอม บอกให้เค้าใจเย็น
กูขอตกลงกันก่อน พี่กระเหรี่ยงกะกูยังคุยกันไม่จบ
แต่พูดไปก็เท่านั้น เสือกไม่ฟังกู พล่ามอะไรของมันไม่รู้ยาวชิบหาย
 

พี่กระเหรี่ยงเค้าก็ยังสัมผัสไม่ได้ว่าแท๊กซี่เริ่มวีนแตก ยังคงยืนยันว่าจะนั่งต่อไปบางบอน
ในขณะที่คนขับก็ไม่อาจหยุดปากตัวเองให้หุบลงได้
กูขี้เกียจนั่งฟังคนพวกนี้บ่นตลอดทาง
คนอื่นจะเป็นไงไม่รู้ แต่กูอะปวดหัว
 
 
กูหันไปหาพี่กระเหรี่ยง
อธิบายให้ฟังว่าแท๊กซี่จะไม่ยอมไป ให้เค้าต่อรถใหม่ที่ตลาดได้มั้ย เค้าพยักหน้างึกงักบอกว่ายังไงก็ด้ะ
กูหันกลับมามองหน้าไอ้แท๊กซี่ขี้วีนนั้น
ถามมันว่า ถ้าจอดส่งคนที่ฟิวเจอร์ก่อนคนนึงแล้วไปจอดที่ตลาด แล้วมึงจะไปตายที่ไหนก็เรื่องของมึง โอเคไหม?
มันก็บอกว่า "โอเค ถ้าพูดมาแบบนี้ตั้งแต่เเรกก็จบเเล้ว"
แม่งก็ดี กูขี้เกียจเถียงกะแม่ง จบเป็นจบไปเลยแล้วไม่ต้องพูดเหี้ยอีกเลยก็แล้วกัน

 

   

แต่กูก็นั่งสงบๆไม่ถึง10วินาที
เสียงบ่นก่นด่าของคนขับก็เริ่มโปรยปรายใส่รูหูอีกครั้งด้วยประเด็นเดิมที่ว่าด้วยเรื่องการจอดรถส่งหลายที่
มันบอกถ้าจะให้จอดอะที่จริงต้องกดมิเตอร์ใหม่ทุกครั้งนะ ไม่งั้นผู้โดยสารก็ได้กำไรในขณะที่มันขาดทุน

ในที่สุด กูเริ่มทนไม่ไหวตอนที่มันเสือกบ่นว่าเป็นแท๊กซี่หาเงินลำบากแล้วยังโดยเอาเปรียบ
อีเหี้ยแล้วพวกกูหาเงินกันง่ายนักหรือ เงินมันคงหล่นจากท้องฟ้าให้กูเก็บมาปาใส่หัวแม่มึงเล่นได้กระมั้ง
แล้วการที่มึงจะเบรครถเเต่ละครั้งมันจะหนักหนาร้ายแรงถึงขึ้นทำให้ญาติมึงขาดใจตายไปทีละคนหรืออย่างไร?
ถึงได้มาบ่นไม่เลิกแบบนี้
 

พอกันซะทีฟิวกูขาดละ
 คือคนอื่นเค้าจบเรื่องกันเเล้ว มีแต่มึงเนี่ยเเหละที่ยังพล่ามไม่เลิก
"ช่วยขับรถไปเงียบๆได้ไหม" นี่คือคำที่หลุดจากปากกู
คาดว่าคงชัดเจนพอที่จะทำให้มันเงียบได้
เพราะถ้าแม่งไม่เงียบกูจะเริ่มหักพวงมาลัยรถไปชนเสาไฟฟ้าให้ตายกันยกคันซะ
รำคาญแม่งชิบหาย
 
 
 
แต่สุดท้ายก็เข้าอีหรอบเดิมแหละวะ
กูนั่งสงบไม่ถึง10วิ เสียงบ่นก่อนด่าของคนขับก็ลอดเข้าหูกูอีกครั้ง
เพียงแต่ครั้งนี้เป็นภาษาจีน
 
"@^#*)#&^#!!!"
 
เห้ยยยยยยย อีเหี้ยกูฟังไม่ออก !!!
 
"+)$KD^)#)($&+#$*($^&@!!!!!!"
 
กริ๊ดดดด~ อีห่า อะไรก็ไม่รู้มาเป็นชุดเลย

 


มาถึงตอนนี้กูแค้นใจมาก
ทั้งๆที่มีเชื้อเจ๊กในระดับพันธุกรรมกว่า100%
แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้กูฟังที่มันพูดรู้เรื่องแม้แต่น้อย

กูไม่รู้ว่ามันด่าอะไร แต่รู้สึกเจ็บปวดมาก
รู้สึกว่าอีห่ามึงโง่หนิ แค่นี้ก็ฟังไม่ออก ภาษาเดียวกะที่อาเหล่าม่ามึงพูดแท้ๆ
 
 
การที่มันด่าภาษาจีนที่เราฟังไม่ออก ตอบโต้ไม่ได้ คงทำให้รู้สึกสะใจมากสินะ
จะมากไปแล้วนะอีดอก พอคิดแบบนี้กูก็ทนไม่ไหว  เลยหันไปด่ามันกลับว่า
 
 
 
"VENTIOCHO!!!"
 
 
ได้ผล...มันเงียบเลย มันคงกำลังมึนๆอยู่ว่ากูด่าอะไรวะ
ทั้งๆที่จริงเบนตีโอโช่ก็ไม่ใช่คำด่าอะไรสักหน่อย
มันก็แค่แปลว่า 28 ในภาษาสเปนเท่านั้น
แต่พอออกเสียงแรงๆเเล้วมันกลายเป็นคำที่หนักมากจนมันต้องหันมามองหน้ากูด้วยความมึนงง
ก่อนที่มันจะเอ่ยปากพูดอะไรอีก กูจะต้องซัดซ้ำไม่ให้มันตั้งตัว

 

"Je suis coralie et toi tu t'appelles comment? je m'appelle anna bon anniversaire!!"
 
 
กูพูดจบ รถก็มาถึงตลาดพอดี
กูจ่ายเงินด้วยแบงค์ยี่สิบสี่ใบ ลงจากรถ ปิดประตูกระแทกใส่หน้ามัน พร้อมกับใบหน้าที่ฉายแววมีความสุข
สายตาขึ้งเเค้นของคนขับพุ่งผ่านกระจกมาฟาดหน้ากูจังๆ
แต่ไม่เป็นไร กูยิ้ม ชูนิ้วกลางให้แม่งก่อนจากลา

 


รถบึ่งไปไกลเเล้ว
วีรกรรมของกูคงถูกถ่ายทอดผ่านปากอีคนขับนี้ไปถึงผู้โดยสารคนต่อไปเป็นแน่
ปากเปราะอย่างมึง กูว่าไม่น่ารอด
 
 
 
กูเรียกมอไซด์เจ้าประจำนั่งเข้าบ้านตามปกติ
แม้ว่ากูจะไม่มีทางรู้แน่ๆว่าแท๊กซี่ชาติเจ๊กมันด่าอะไรมา
แต่อย่างน้อยกูก็สบายใจได้ว่ามันก็ไม่รู้คำที่กูพูดเหมือนกัน
 
 
 
นั้นสินะ...
ถ้ามันรู้คงไม่ทำหน้าโกรธกูขนาดนั้นหรอก
 
รับรองได้เลย
 
 

*คำแปลฝรั่งเศส-ไทย*
Je suis coralie
ฉันชื่อโคราลี
et toi
เธอละ
tu t'appelles comment?
เธอชื่ออะไร
je m'appelle anna
ฉันชื่ออันนา
bon anniversaire!
สุขสันต์วันเกิด
 
 
เขียนจบเเล้ว เรื่องที่จะเล่ามีเพียงเท่านี้
ขอให้ทุกคนมีความสุข
ด้วยรัก จากกู